Monday, August 03, 2026

SOME FILMS ABOUT FARMERS

 

เหมือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ดูหนัง 2 เรื่องที่พูดถึงประเด็นราเมือกนี้ เรื่องนึงก็คือ COLONY (2026, Yeon Sang-ho, South Korea) แต่เรานึกไม่ออกว่าหนังอีกเรื่องนึงที่เราได้ดูที่พูดถึงราเมือก คือหนังเรื่องอะไร มีใครนึกออกบ้าง

+++

 

DAEJEON, SUMMER OF 2023 (2023, Jinjoon Lee, South Korea, video installation)

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

 

THE UNHEARD VOICE (1995, Somboon Homtientong)

 

งานศิลปะชิ้นนี้ทำจากเสาพระวิหารที่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราก็เลยแอบซูมเข้าไปดูในเสา เผื่อเจอเลขเด็ด ๆ 55555

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

+++

 

ร่วมส่งคุณพ่อของหนิงเดินทางไกล ที่วัดคันลัด

+++

ประเทศที่คุกมีไว้สำหรับขังคนอย่างไผ่ จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, เอกชัย หงส์กังวาน, etc. ขอประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่กลับปล่อยคนประเภทใดออกมา

 

อันนี้คือนึกย้อนไปถึงเรื่องกองเรือนรกด้วย

+++

 

ฉันรักเขา Yukki Tai จากหนังเรื่อง DOG DAY EVENING (2026, Tin Shu Mak, Hong Kong, A+30)

 

ดีใจที่เทศกาลหนังฮ่องกงในกรุงเทพปีนี้เชิญ Yukki Tai มาร่วมเสวนาหลังหนังจบด้วย เขาน่ารักมาก ๆ

 

พอเช็คดูแล้วพบว่าเราเคยดูหนังที่เขาแสดงอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ TIME STILL TURNS THE PAGES (2023, Nick Cheuk, Hong Kong, A+30) และ BACK HOME (2023, Nate Ki, Hong Kong) แต่เรานึกหน้าเขาในหนังสองเรื่องนี้ไม่ออก

+++

 

EXPERIMENTAL THAI FEATURE FILM AFTER 2000

 

SILENCE WILL SPEAK เคียด (2006, Punlop Horharin, 105min)

LOST NATION ผมชื่อชาติ (2009, Zart Tancharoen, 100min)

INSURGENCY BY A TAPIR ความเศร้าของภูตผี (2016, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, 104min)

 

HOMATAGIA (2019, Chanasorn Chaikitiporn, 126min)

 

นิราศกรุงเกลือ KRUNGKLUEA (2018, Natthanun Tiammek, 90min)

 

PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot)

 

SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon, 97min)

 

THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min)

 

สัตว์วิบากหนักโลก (2004, Phaisit Phanphruksachat)

 

 DROWSINESS (2019, Shitsanuphong Sornkeaw ชิษณุพงศ์ ศรแก้ว, 74min)

 

หนังยาว 6 เรื่องของคุณ Achitaphon Piansukprasert
https://web.facebook.com/afpachitaphon/posts/pfbid0u3PwyS7CDacstA6fEjxX4qedwfVfRPfzGPP44d1EsPMAfbGMMGPxpesNC8J7NMg5l

 

LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBORS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min)

 

RAILWAY SLEEPERS หมอนรถไฟ (2016, Sompot Chidgasornpongse, 102min)

 

JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

+++

 

มีสถานที่เล่น pilates ที่ไหนในกรุงเทพแนะนำไหมคะ พอดีมีเพื่อนคนนึงฝากถามมา

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

9. THE LAST RICE FARMER หรือ LET IT BE (2005, Chuang Yi-tseng, Yen Lan-chuan, Taiwan, documentary, 110min)

 

This is one of my most favorite documentaries of all time. เราได้ดูหนังสารคดีไต้หวันเรื่องนี้ในเทศกาลหนังไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬาในปี 2006 และหนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2006

 

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของชาวนาวัยชรา 3 คนในภูมิภาคไถหนานในไต้หวัน และมันถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ

 

หนังเรื่องนี้สามารถนำมาฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่นำเสนอชีวิตชาวนาชาวไร่ได้อย่างดีงามมาก ๆ เหมือนกัน อย่างเช่น

 

1. EARTH (1930, Aleksandr Dovzhenko, Soviet Union)

 

2. THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, Japan)

 

3. โรงเรียนชาวนา จากข้าวขวัญ...สู่ขวัญของชาวนาไทย FARMER FIELD SCHOOL (2007, Supong Jitmuang, Thailand, documentary, 38min)

 

4. MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France, documentary)

 

5. AGRARIAN UTOPIA สวรรค์บ้านนา (2009, Uruphong Raksasad, Thailand)

 

6. HARVEST SEASON ฤดูเก็บเกี่ยว (2009, Pisut Srimork, Thailand, documentary, 20min)

 

7. SCENE AND LIFE (2018, Boonsong Nakphoo, Thailand)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่เราอยากดูมาก ๆ แต่ยังไม่ได้ดู ก็คือ นาล่ม THE FARM GET TROUBLE (1979, Jaturajak) เหมือนเราเคยดูหนังเรื่องนี้บางฉากตอนที่มันมาฉายทางทีวีเมื่อราว 40 ปีก่อน จักร มหาชัย พระเอกของหนังเรื่องนี้หล่อมาก ๆ เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้อัดวิดีโอหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้ในตอนนั้น เพราะหนังเรื่อง “นาล่ม” นี้เหมือนหายสาบสูญไปแล้ว เหลือให้ดูเพียงแค่ไม่กี่นาทีในยูทูบ เสียดายมาก ๆๆๆๆๆ

+++

 

FLOW INTO SPACE (1992) by Miki Imai is my most favorite album of all time เป็นอัลบัมที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้เราเข้านอนได้อย่างมีความสุข

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง COLD WAR 1994 อย่างสุดขีด เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนไม่เน้นฉากบู๊ แต่เน้น “การต่อรองผลประโยชน์” เมื่อเกิดความขัดแย้ง

+++

 

เราชอบซื้อ JOLLY BEARS แต่ไม่ได้ซื้อมากิน แต่ซื้อมาเก็บสะสมไว้ เพราะชอบบรรจุภัณฑ์ ส่วนตัวเยลลี่ข้างในก็หมดอายุไปนานแล้ว แดกไม่ได้แล้ว

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ดีใจมาก ๆ ที่พูดถึง “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” หนัง cult ประจำปีของเรา 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มัน cinematic มาก ๆ เพราะว่าความรู้สึกตลกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร หรือบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ง่าย ๆ น่ะ มันต้องดูและฟังหนังเรื่องนี้จริง ๆ มันถึงจะเข้าใจ

 

คือความตลกส่วนหนึ่งของ “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มันเกิดจาก dialogue และเนื้อเรื่อง ก็จริง ซึ่งสิ่งนี้สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ง่าย ๆ แต่ความฮาส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ มันเกิดจากจังหวะที่ผิดพลาดและความลักลั่นขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์ ทั้งจังหวะการตัดต่อ, การเรียงซีน, จังหวะการใส่ดนตรีประกอบ, ดนตรีประกอบที่เลือกใช้, การแสดง, อารมณ์ที่ยากจะบรรยายได้ของนักแสดง, เครื่องแต่งกาย, การเคลื่อนกล้อง ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราก็เลยแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีความ cinematic มาก ๆ เพราะความฮาของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ ทาง cinema จริง ๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเนื้อเรื่องหรือบทสนทนาของตัวละคร

++++

 

อยากดูหนังเรื่อง I SHOT ANDY WARHOL (1996, Mary Harron) อีกรอบมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน แต่ตอนนั้นเราดูแบบไม่มีซับไตเติล และช่วงนั้นเราแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับ Andy Warhol และกลุ่มคนสนิทของเขามาก่อน อยากให้มีคนนำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

 

I SHOT ANDY WARHOL
https://www.imdb.com/title/tt0116594/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_i%20shot%20andy%20warhol

+++

 

เทศกาลหนังฮ่องกงแจกสิ่งนี้ให้ผู้ชม แต่เราไม่รู้ว่าวัตถุนี้เขาเอาไว้ใช้ทำอะไร

++++

 

นอกจาก “ผู้หญิงแย่งสับ” จะถือเป็น one of my most favorite films of all time แล้ว ชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็น “หนึ่งในชื่อหนังภาษาไทยที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล” ด้วย เป็นชื่อหนังที่ฝังหัวมาก ๆ เราน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยในปี 1990 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และพอได้ยินแค่ครั้งเดียว ชื่อหนังเรื่องนี้ก็ฝังหัวเราไปเลย

 

แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงในตอนปี 1990 นะ เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันตอนมันมาฉายทางช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรากับเพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มก็หวีดสุดขีดไปเลย

 

รู้สึกว่าประโยค “ผู้หญิงแย่งสับ” สำหรับเรา เป็นประโยคที่ทรงพลัง + กระตุ้นจินตนาการในหัวได้อย่างดีงามที่สุดทัดเทียมกับประโยค “DESTROY, SHE SAID

 

 

Friday, July 31, 2026

KING HU

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

7. THE PERSONALS (1998, Chen Kuo-fu, Taiwan, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 22 พ.ย. 1999 ที่โรงภาพยนตร์ในห้างเซ็นทรัลพระรามสาม ในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเทศกาลที่ดีมาก ๆ เทศกาลนี้จัดที่กรุงเทพในช่วงเดือนพ.ย. 1999 แล้วมันก็ไม่หวนคืนกลับมาจัดที่กรุงเทพอีกเลย เสียดายมาก ๆ

 

หนังเกือบทั้งเรื่องเป็นฉากนางเอกคุยกับผู้ชายคนต่าง ๆ ที่ตอบรับโฆษณาหาคู่ของเธอ โดยหลาย ๆ ฉากเป็นการโฟกัสไปที่ใบหน้าของนางเอก เพราะฉะนั้น Rene Liu นางเอกของหนังเรื่องนี้ก็เลยต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยการแสดงของเธอ และเธอก็ทำได้อย่างดีเยี่ยมสุด ๆ

 

เราได้ดูหนังที่กำกับโดย Chen Kuo-fu เพียงแค่ 2 เรื่องนะ ซึ่งอีกเรื่องนึงก็คือ THE MESSAGE (2009, Chen Kuo-fu, Gao Qunshu, China) ที่เราก็ชอบสุดขีดเช่นกัน แต่ยังมีหนังอีกหลายเรื่องของ Chen Kuo-fu ที่เรายังไม่ได้ดู อย่างเช่น DOUBLE VISION (2002), THE PEONY PAVILLION (1995), TREASURE ISLAND (1993), SCHOOL GIRL (1989) และ ADULT GAME (1986, Chen Kuo-fu, Hou Hsiao-hsien, Edward Yang)

+++

 

เพิ่งเห็นว่า GROK AI มันให้สร้างวิดีโอความยาว 6 วินาทีได้ เราก็เลยทดลองให้มันสร้างวิดีโอการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02qMtUpHnLJbVrxLacVo2RfRDY5A7naEL7WTLZtUau7APfChhpy5AwJNfH3yGHT6TBl

 

+++

 

PRESENT by Sho Shibuya

 

งานนี้ศิลปินให้เราเอากรอบรูปกระดาษไปตอกบัตร แล้วบัตรที่ตอกมันจะระบุ “เวลาปัจจุบัน” เอาไว้ ซึ่งตอนที่เราตอกก็คือ เวลา 13.27 น.ของวันที่ 30 ก.ค. 2026 แล้วเราก็เอากรอบรูปนั้นไปทาบกับท้องฟ้า เหมือนศิลปินจะบอกว่า ช่วงเวลาปัจจุบันขณะ (present) คือ “ของขวัญ” (present)

 

แต่เราเพิ่งเอามาทาบกับท้องฟ้าตอนเย็นนะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

8. RAINING IN THE MOUNTAIN (1979, King Hu, Taiwan, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ในวันที่ 23 พ.ย. 2011 เพราะตอนนั้นทางสถาบันมีการจัดงาน KING HU RETROSPECTIVE อย่างไม่เป็นทางการ

 

เราได้ดูหนังของ King Hu 6 เรื่องในงานนั้น ซี่งได้แก่

 

1. DRAGON INN (1967)

2. A TOUCH OF ZEN (1971)

3. THE FATE OF LEE KHAN (1973)

4. THE VALIANT ONES (1975)

5. RAINING IN THE MOUNTAIN (1979)

6. LEGEND OF THE MOUNTAIN (1979)

 

แล้วเราก็ได้ดูหนังของ King Hu อีก 3 เรื่องนอกเทศกาลนี้ ซึ่งก็คือ

 

7. COME DRINK WITH ME (1966)

เรื่องนี้เราน่าจะได้ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการคุยกับหนังของอ.ทรงยศ ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

8. THE WHEEL OF LIFE (1983, King Hu, Lee Hsing, Pai Ching-jui, Taiwan)

เรื่องนี้เราได้ดูออนไลน์

 

9. เดชคัมภีร์เทวดา ภาคแรก SWORDSMAN (1990, King Hu, Ching Siu-tung, Raymond Lee, Hong Kong/Taiwan)

เรื่องนี้เราได้ดูทางช่อง 7

 

ในบรรดาหนังของ King Hu ที่เราได้ดู เราชอบ THE FATE OF LEE KHAN มากที่สุดนะ แต่เราเข้าใจว่า THE FATE OF LEE KHAN มีความเป็นหนังฮ่องกงมากกว่าหนังไต้หวัน เราก็เลยไม่ได้เลือกมันมาใส่ในลิสท์หนังไต้หวันที่เราชื่นชอบ

+++

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ละครเรื่อง “ทายาทอสูร” เวอร์ชั่น ชไมพร จตุรภุช ออกอากาศทางช่อง 5

 

 

แล้วพอเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านไป เรากับเพื่อน ๆ ก็ได้ออกไปดูหนังเรื่อง JFK (1991, Oliver Stone, 189min, A+30) ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ในห้างมาบุญครอง

Wednesday, July 29, 2026

YOURS & MINE

 

Lan Hongchun ผู้กำกับ DEAR YOU เคยกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยนะ BACK TO LOVE (2022) ซึ่งเพิ่งมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว (แต่เราไม่ได้ไปดู เพราะมันชนกับเทศกาลหนังสารคดีไต้หวันในปี 2025)

+++

 

นึกว่าหนึ่งในวิธีการฝึกวิทยายุทธใน THE 36TH CHAMBER OF SHAOLIN (1978, Liu Chia-liang, Hong Kong, A+30)

https://web.facebook.com/reel/1385462740163030?locale=th_TH

 

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

6. YOURS & MINE (1997, Wang Shaudi, Taiwan, 114min)

 

เรายังคงจำความรู้สึกตื่นเต้นและเป็นสุขตอนดูหนังเรื่องนี้ได้ดี ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากตัวหนัง คือเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นสุขมาก ๆ ตอนที่เราได้เดินเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียมในปี 1998 เพราะว่าหนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องแรกสุดในชีวิตที่เราได้ดูใน BANGKOK FILM FESTIVAL

 

คือก่อนหน้านั้นเราไม่เคยได้ดูหนังใน international film festival ขนาดใหญ่มาก่อนน่ะ ก่อนหน้านั้นเราเคยได้ดูหนังใน film festival มาบ้างแล้ว แต่มันก็เป็น film festival เฉพาะประเทศหรือทวีป อย่างเช่น British Film Festival ที่ฉายงาน retrospective ของ Peter Greenaway, EU Film Festival ที่ศาลาเฉลิมกรุง, Spanish Film Festival ที่ศาลาเฉลิมกรุง, Korean Film Festival ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี,  Mexican Film Festival ที่โรงภาพยนตร์วอชิงตัน, New Zealand Film Festival ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ และก็เทศกาลของไทย อย่างเช่น เทศกาลหนังสั้น และเทศกาลหนังนักเรียน

 

International Film Festival ที่เราเคยดูก่อนหน้านั้นก็น่าจะมีแค่เพียง Bangkok International Art Film Festival หรือเทศกาลหนังทดลองในปี 1997 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ดีงามที่สุด แต่มันก็มีแต่หนังสั้น

 

เพราะฉะนั้น Bangkok Film Festival ที่จัดโดย Brian Bennett ในปี 1998 ก็เลยถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของเราที่ได้ดูหนังใน international film festival ขนาดใหญ่จริง ๆ และมันก็ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตมาก ๆ การได้ดูหนังในเทศกาลแบบนี้มันคือหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในแต่ละปีของจริง

 

และในปี 1998 นั้น เราก็ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตด้วย เราไม่มีทั้งอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ เราแทบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับหนังที่เราจะเข้าไปดู ไม่รู้ว่าผู้กำกับเป็นใครมาจากไหน เราอาจจะรู้แค่ synopsis เพียงย่อหน้าเดียว เราก็เลยเข้าไปดูหนังแต่ละเรื่องใน Bangkok Film Festival ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ เพราะหนังทุกเรื่องในเทศกาลนี้คือการเสี่ยงดวงสำหรับเรา

 

และเราก็พบว่าเรามีความสุขสุดขีดกับเทศกาลนี้ และหนังเรื่อง YOURS & MINE นี่แหละคือหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์นี้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในวันนั้นในปี 1998 เราได้ดูหนัง 4 เรื่องติดกันใน Bangkok Film Festival ที่ห้างเอ็มโพเรียม ซึ่งได้แก่หนังเรื่อง

 

1. YOURS & MINE

 

2. RIZAL IN DAPITAN (1997, Tikoy Aguiluz, Philippines)

 

3. A PETAL (1996, Jang Sun-woo, South Korea)

 

4. 12 STOREYS (1997, Eric Khoo, Singapore)

+++

 

กรี๊ดดดด เราก็ชอบ THE MATCH FACTORY GIRL มากที่สุดเช่นกัน ดีใจสุดขีดที่มีคนใจตรงกัน

  

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trn Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555

 

 

Saturday, July 25, 2026

MINAMATA FILM WISH LIST

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

2. FALLING...IN LOVE (2005, Wang Ming-tai, Taiwan)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬา ในปี 2006

+++

 

พอเห็นข่าวเรื่องสารหนูและสารพิษต่าง ๆ ในแม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง ที่เป็นผลมาจากเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำใน Myanmar ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน เราก็เลยนึกถึงหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะที่เราเคยดู ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารปรอทที่บริษัท Chisso ในญี่ปุ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และพอประชาชนกินปลาและสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ประชาชนในเมืองมินามาตะก็เลยป่วยเป็นโรคร้ายแรง และชื่อเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อโรคนี้ในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Agano ด้วย โดยเป็นผลจากสารปรอทที่บริษัท Showa Denko ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 

เราเคยดูหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, Noriaki Tsuchimoto, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

2. LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

3. MEMORIES OF AGANO (2004, Makoto Sato, Japan, documentary, 55min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

4. MINAMATA (2020, Andrew Levitas)

 

แต่จริง ๆ แล้ว Noriaki Tsuchimoto เคยทำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะเป็นจำนวนหลายภาคด้วยกัน คือมีอย่างน้อย 10 ภาค เราก็เลยหวังว่าจะมีคนนำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะทุกภาคของ Noriaki Tsuchimoto มาฉายในไทย หรืออย่างน้อยก็เอาภาพยนตร์ 9 ภาคข้างล่างนี้มาฉายในไทยด้วย งานนี้จะจัดโดย Japan Foundation หรือ CCCL FILM FESTIVAL หรือจัดโดยหน่วยงานอื่นใดก็ได้นะ เราอยากดู

 

FILM WISH LIST

 

1. MINAMATA REVOLT: A PEOPLE’S QUEST FOR LIFE (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

2. MINAMATA REPORT 1: THE CENTRAL POLLUTION BOARD (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

3. THE SHIRANUI SEA (1975, Noriaki Tsuchimoto, 150min)

 

4. MINAMATA DISEASE: A TRILOGY (1975, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Hiroko Ichinose, Masato Koike, Ogakaki Kyo, Japan, documentary, 4hrs 36mins)

 

5. MESSAGE FROM MINAMATA TO THE WORLD (1976, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Masato Koike)

 

6. MY TOWN, MY YOUTH (1978, Noriaki Tsuchimoto, Masato Koike, Masahiro Nishiyama)

 

7. THE MINAMATA MURAL (1981, Noriaki Tsuchimoto)

 

8. MINAMATA: THESE 30 YEARS (1987, Noriaki Tsuchimoto)

 

9. MINAMATA DIARY: VISITING RESURRECTED SOULS (2004, Noriaki Tsuchimoto)

 

มลพิษจากเหมืองแร่หายากใน Myanmar

https://thaipublica.org/2026/01/devastation-of-mekhong-river-stimson-center-dashboard-unregulated-mining/

+++

 

Mubi สัมภาษณ์ Ratchapoom เกี่ยวกับ 5 inspirations งดงามมาก ๆ

https://mubi.com/en/notebook/posts/five-inspirations-ratchapoom-boonbunchachoke

 

+++

 

ซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะผ่านท้องฟ้าและก้อนเมฆ”  CLOUDSPOTTING IN ART ของคุณ ภาณุ ตรัยเวช มาให้ลูกหมีอ่าน